ภูมิปัญญา การเกษตร

สืบทอดการทำนาปลูกข้าวมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ-แม่ ใช้วัว ใช้ควาย ไถนา เพราะแต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีในการทำนาปลูกข้าว จนทำให้ข้าวมีผลผลิตน้อยลง เนื่องจากดินเกิดความกร่อย แข็ง ดินขาดความอ่อนนุ่ม ไส้เดือนเริ่มหายไป จึงเกิดความตระหนักว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นอันตรายต่อสุขภาพและปุ๋ยก็มีราคาสูงขึ้น  แต่ด้วยใจรักในการทำเกษตร ทำนาปลูกข้าว  จึงเริ่มหันมาใช้ขี้วัว ปุ๋ยหมักชีวภาพ  ในการปรับปรุงดิน จากการซื้อปุ๋ยที่อื่นมาใช้ได้สักระยะหนึ่งดินที่เสียก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานจากที่ต่างๆ และไปอบรมแกนนำเศรษฐกิจพอเพียงปี พ.ศ.๒๕๕๔ ก็ได้นำความรู้ที่ได้จากการไปศึกษาดูงานมาลงมือปฏิบัติทำที่บ้าน บริเวณบ้าน และในสวนของตนเอง ก็ได้เริ่มผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เอง ลดปัญหาดินเสื่อม และไม่ต้องซื้อปุ๋ยราคาแพง จากทำนาปลูกข้าวอย่างเดียวก็ได้มีความคิดที่จะหารายได้เพิ่ม และใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดและลดความเสี่ยงในการทำนาปลูกข้าวอย่างเดียวให้มีรายได้จากหลายๆทางตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เรื่องการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี รู้จักพอกิน พอใช้ จึงได้เริ่มปลูกผักชนิดต่างๆไว้รอบๆบริเวณบ้าน และได้ศึกษา ทดลองการทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เอง และปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง และปัจจุบันสามารถผลิตปุ๋ยหมักแบบน้ำ และแบบแห้ง ไว้จำหน่ายได้ และเป็นสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯในปี พ.ศ.๒๕๕๔ และให้ความรู้กับชาวบ้านได้รู้ถึงความสำคัญของปุ๋ยว่าปุ๋ยเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการทำเกษตร แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจหรือแพร่หลายเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะสาเหตุหลายประการ เช่น เกษตรกรยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญที่แท้จริงของปุ๋ยหมักว่ามีคุณค่าเพียงใดในการช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น หรือช่วยรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดีอยู่เสมอ ไม่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ อย่างเช่นปัจจุบัน เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เกษตรกรยังขาดแหล่งข้อมูลที่จะให้ความรู้ ความเข้าใจในการทำปุ๋ยอย่างถูกวิธี 

องค์ความรู้ด้านการทำปุ๋ย

นางสมจิตร เดชบุญเริ่มทำการเกษตรมา สิ่งหนึ่งที่คิดว่าจำเป็นอย่างมากในการทำเกษตร นั่นก็คือ ปุ๋ย แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ คือ ต้องทำปุ๋ยที่ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและจนส่งถึงมือผู้บริโภค ผลผลิตที่เราปลูก เราต้องทานได้เช่นกัน และได้พบกับคำว่า เกษตรอินทรีย์ ซึ่งมันตอบโจทย์ในความหมายในแบบที่ดิฉันต้องการ

ปุ๋ย คือ อาหารของพืช ที่เมื่อพืชได้รับไปแล้ว จะทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงามนั่นเอง การทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องใช้ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นเช่นกัน ต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้นไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยขี้หมู หรือแม้กระทั้งปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้ เศษพืชผักผลไม้ และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลา แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายในชุมชนของเราก็คือ ปุ๋ยคอก(ปุ๋ยขี้วัว) นี่เอง  และหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า เมื่อได้ปุ๋ยคอกมาแล้ว ก็นำไปใส่พืชเลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่ ไม่ผิด แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกจะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่วัน  ทั้งนี้ปุ๋ยคอกสดๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้ใบเหลืองซีด  เพราะเหตุนี้เอง จึงจำเป็นต้องทำปุ๋ยคอกหมัก เพื่อให้ผ่านกระบวนการย่อยสลาย และพืชก็จะสามารถนำสารอาหารในปุ๋ยคอกหมักไปใช้เลยไม่ได้ เพราะปุ๋ยคอกหมักที่ตักใส่กระสอบทิ้งไว้วันแรกๆ ตัวปุ๋ยคอกหมักมันร้อนมากๆ เนื่องจากตอนนี้มันจะเกิดกระบวนการย่อยสลาย และถ้าเราไม่หมักก่อน ก็จะเป็นสิ่งที่พืชจะได้รับ แทนที่จะได้ประโยชน์ อาจจะกลายเป็นโทษแทนก็ได้ ทั้งนี้ได้สังเกตจากที่เคยทำมา โดยนำปุ๋ยคอกมาใหม่ๆ อยากให้พืชเจริญเติบโตดี จัดเต็ม ใส่ไม่ยั้ง หวังว่าพืชจะงอกงาม แต่สุดท้ายใบเหลือง ทั้งที่บ้างครั้งก็เข้าใจว่าเราใส่ปุ๋ยดีๆ ให้กับพืชแล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนใช้เราใช้หมักปุ๋ยคอกควรนำไปตากให้แห้งก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย การปลูกพืชถ้าเราใส่ใจเขา ดูแลเขาดีๆ เขาก็จะเจริญเติบโตงอกงามมาให้เราได้ชื่นชม ขอเพียงเข้าใจหลักการของธรรมชาติเท่านั้นก็พอ

ส่วนประกอบของ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ประกอบด้วย

  • ปุ๋ยคอก(ขี้วัว) 1 ส่วน (1 กระสอบ)
  • แกลบ 1 ส่วน (1 กระสอบ)
  • รำ 1 ส่วน (1 กระสอบ)
  • น้ำ EM ขยาย 1 ลิตร 
  • กากน้ำตาล 1 ลิตร

ขั้นตอนการทำ

  • นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้ง เกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้วก็ไม่ต้องตาก

  • เมื่อปุ๋ยคอกแห้งแล้ว ก็เตรียมส่วนผสมให้พร้อม ปุ๋ยคอก ,รำ ,ข้าวเปลือก = 1:1:1
  • เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้น ใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาพอสมควร เติมน้ำ EM ขยาย และกากน้ำตาลที่เตรียมไว้ ผสมน้ำให้เข้ากันนำไป รดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ ถ้าไม่มีบัวรดน้ำใช้ขันตักไปก็ได้จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากันใช้เวลาพอสมควรครับ ลองใช้มือบีบดู ไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไปอย่างที่บอกตอนต้น ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีกได้เลยโดยไม่จำเป็นต้อง 25 ลิตร แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อย ๆ เสร็จแล้วตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรกผมปิดปากถุง ปรากฏว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก เราจึงจำเป็นต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออก

  • ผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเองเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาว ๆ อยู่ทั่วไป ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว  ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือขยำดูรู้สึกว่าจะเป็นขุยๆ ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาขย้ำดู สังเกตดูว่าฝุ่นคลุ้ง หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้กับผลผลิตของเราได้ตอนนี้ผมนำกระสอบมาเทนะครับ ที่เป็นก้อนก็ใช้มือขย้ำให้แตก รู้สึกว่าจะแตกง่ายๆ ตอนนี้ก็สามารถนำไปใส่ผลผลิตและพืชผักสวนได้

การเลี้ยงไส้เดือนดิน และการทำปุ๋ยไส้เดือนดิน

การเลี้ยงไส้เดือนดิน และการทำปุ๋ยไส้เดือนดินการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักให้กับสมาชิกในกลุ่มนั้นป้าจิตได้เล่าให้ฟังว่า การนำเศษซากหรือวัสดุต่างๆ ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวก พืช เช่น เศษหญ้า ใบไม้ ฟางข้าว ผัก หรือแม้แต่ขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมากองรวมกัน รดน้ำให้มีความชื้นพอเหมาะ หมักไว้จนกระทั่งเศษหรือวัสดุเหล่านั้นย่อยสลายและแปรสภาพเป็นปุ๋ยต่อไป   การเลี้ยงไส้เดือนดินมีหลายแบบหลายวิธี ใช้กะละมังกลม หรือ บ่อซีเมนต์หรือบ่อปูนกลม ก็ได้ การเลี้ยงไส้เดือนดินของศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกอิฐ ใช้วิธีการเลี้ยงโดยใช้กะละมังกลมเนื่องจากโรงเรือนมีพื้นที่จำกัด แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะทางศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงไส้เดือนแบบคอนโด จึงทำให้ประหยัดพื้นที่

วัสดุและอุปกรณ์ในการเลี้ยงไส้เดือน

  • กะลังมังสีดำ ความกว้างประมาณ 1 ศอก (ใบละไม่เกิน 20 บาท)
  • ขี้วัวแห้ง เก็บเศษฟาง หรือวัสดุที่ปนมากับขี้วัวออกให้เหลือแค่ขี้วัวจริงๆ
  • ไส้เดือนดินพันธุ์แอฟริกันที่ใช้เลี้ยงกันทั่วไป ประมาณ 3 ขีด
  • กากมะพร้าวสับ หรือใบไม้แห้ง (ใบมะขามเทศ,ใบก้ามปู)

วิธีและขั้นตอนในการเลี้ยงไส้เดือน

  •  
  • นำกะละมังไปเจาะรูโดยใช้สว่าน 2 หุน เจาะให้ทั่วกะละมัง เพื่อให้น้ำไหลผ่านออกได้สะดวก
  • นำขี้วัวมาทำการรดน้ำ ให้ขี้วัวเปียก เพื่อล้างความร้อนของขี้วัวและแก๊สออกให้หมด 
  • รดน้ำขี้วัว ประมาณ 1-2 อาทิตย์ แล้วแต่ความร้อนของขี้วัว นำกากมะพร้าวสับมาผสม ประมาณ 30% ของขี้วัว 70 % นำมาผสมให้เข้ากัน มะพร้าว สับควรแช่น้ำก่อนเพื่อล้างยางของมะพร้าวออกไป ที่ผสมกากมะพร้าวผสม เพื่อช่วยในการเพิ่มความเย็นให้กับขี้วัว ผสมเข้ากันแล้วนำไปใส่ในกะละมัง ประมาณครึ่งกะละมัง 
  • ใส่ไส้เดือน 3 ขีด ลงบนขี้วัวผสมไว้ในกะละมัง แล้วนำไว้ในโรงเรือนที่เย็น โดยทำเป็นชั้นเหล็ก หรือชั้นท่อพีวีซีก็ได้ ไส้เดือนชอบความชื้นและเย็น รดน้ำ ให้ความชื้นกับไส้เดือน 3-4 วันต่อครั้ง ประมาณ 1ครึ่งหรือ2 เดือนเราก็จะได้ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน เต็มกะละมัง สามารถนำไปใส่ พืช ผักผลไม้ หรือจำหน่ายได้

ภาพการจัดกิจกรรม (การเลี้ยงไส้เดือนและการทำปุ๋ยมูลไส้เดือน)
ภาพการจัดกิจกรรม กศน.ตำบลท่าศาลา นำนักศึกษา ม.ปลาย ศึกษาแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกอิฐ

ที่มาข้อมูล : อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศีธรรมราช

ขอขอบคุณ :

      

ข้อมูลเพิ่มเติมครูภูมิปัญญา “การเกษตร”

นางสมจิตร เดชบุญ

เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2500  

เบอร์โทรติดต่อ 0887822378

Skip to content

php shell hacklink php shell seo instagram takipçi satın al php shell hacklink jigolo arayan bayanlar jigolo basvuru jigolo sirketleri jigolo ajansi jigolo ajanslari jigolo ariyorum karşıyaka escort sohbet okey oyna izmir escort bayan süperbahis bodrum escort izmit evden eve nakliyat antalya escort