การแปรรูปทางการเกษตร ยาเส้น“ยากลาย”

การแปรรูปทางการเกษตร  ยาเส้น“ยากลาย” 

 

 

นายนิวัฒน์ ดิมาร

            ยากลายเป็นที่เลื่องลือมาตั้งแต่สมัยก่อน ระยะเวลา 100 กว่าปีผ่านมา ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำกลายสองฝั่งแม่น้ำกลาย ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าศาลา และอำเภอนบพิตำ(ที่แยกเป็นอำเภอใหม่)จากพื้นที่ของอำเภอท่าศาลา บริเวณ ตำบลสระแก้ว  ตำบลกลาย  ตำบลตลิ่งชัน   บริเวณแถบนี้  เป็นพื้นที่แม่น้ำกลายไหลผ่านทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ยามน้ำหลากได้พัดพานำความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุทำให้เป็นที่กล่าวขานว่ายาเส้นที่มาจากพื้นที่ตำบลกลาย  มีกลิ่น และรสชาติยากลาย มีกลิ่นฉุน ไม่เหมือนที่อื่น  คอยาเส้นมักจะนิยมบริโภค  จนเป็นที่รู้จัก  ถ้าจะสูบยาเส้น  ควรจะเป็นยากลาย   นามชื่อเลื่องลือ กล่าวขานในหมู่ผู้สูบนิยมชมชอบ  พ่อค้ายาเส้นจึงบอกที่มี  ว่า “ยากลาย”ยากลาย  เป็นยาสูบที่ปลูกในเขตท้องที่ตำบลกลายอำเภอท่าศาลา  จังหวัดนครศรีธรรมราช    มีชื่อเสียงในด้านที่มีรสชาติที่มีความฉุนจัด  (เมาจัด)  และมีราคาค่อนข้างสูง  การปลูกยาสูบที่ตำบลกลาย  คงทำกันมาแล้วไม่ตำกว่า 100 ปี  เพราะชาวบ้านที่มีอายุประมาณ 70-80  ปี  ในขณะนี้เล่าว่า  ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นบรรพบุรุษของเขาปลูกยากลายกันอยู่แล้ว  อนึ่ง ยากลายยังแพร่พันธุ์ไปสู่ตำบลที่ใกล้เคียง  เช่น ตำบลตลิ่งชัน  ตำบลสระแก้ว ตำบลท่าศาลา และตำบลกะหรอ  กิ่งอำเภอนบพิตำ  เป็นต้น

ยากลายเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุก  ให้ประโยชน์ปีเดียวก็ตาย  มีลำต้นอ่อนเปราะ  ภายในลำต้นกลวง  ลำต้นโดยขณะเส้นผ่านศูนย์กลาง  1.5-2.0  นิ้ว  ไม่มีกิ่ง  ใบกว้างประมาณ  20-30  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  30-50  เซนติเมตร  โดยแตกออกจากลำต้นตั้งแต่โคนจนถึงยอด  ต้นยากลายมีความสูงประมาณ          100-150  เซนติเมตร  ใบหนา  มีขนเล็กน้อย  ถ้าจับดูจะรู้สึกเหนียวหนืดผิดกับใบไม้อื่น  ความสูงของต้นและความโตของใบจะขึ้นอยู่กับอาหารที่ได้รับด้วย  แต่อย่างไรก็ตามชาวไร่ยากลายเล่าว่า  ยากลายนั้นจะมีขนาดลำต้น  ความสูงและความโตของใบ  พร้อมทั้งความเหนียวหนืดที่เหนือกว่าที่มีผู้นำไปปลูกในแหล่งอื่น  แม้แต่ปลูกในเขตใกล้เคียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินในเขตตำบลกลายก็เป็นได้

 

การทำไร่ยากลายมีขั้นตอนดังนี้

1. การเตรียมพื้นที่  เดิมนั้นจะใช้เป็นป่ารกร้างว่างเปล่าที่ได้มาด้วยการจับจอง  แต่ปัจจุบันชาวบ้านจะปลูกยากลายกันในพื้นที่สวนยางพื้นเมืองที่ได้รับการสงเคราะห์ให้ปลูกยางพันธุ์ดีแทนยางพันธุ์พื้นเมือง การเตรียมดินจะเริ่มประมาณช่วงเดือน  กุมภาพันธ์ – เดือนมีนาคม  ชาวไร่จะถางป่าโดยฟันต้นไม้เล็กๆ ออกให้ทั่วก่อนแล้วจึงโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ ลงให้หมดแล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่งกะประมาณให้แห้งพอจะเผาติดไฟซึ่งส่วนใหญ่ราวๆ 1 เดือน  ก็จุดเผาได้  การเผานั้นจะเริ่มจุดทางด้านเหนือเพื่อให้ไฟลุกไปได้ทั่วไร่ เมื่อเสร็จการเผาแล้ว  ชาวบ้านก็จะเริ่ม ปรนไร่”  คือเก็บใบไม้และกิ่งไม้ที่ไม่ติดไฟมากองเผาอีกจนหมดแล้วใช้ไม้หมรูนลากหรือดันขี้เถ้าให้กระจายทั่วพื้นที่  ขั้นตอนการเก็บเศษไม้มาเผา  เรียกว่า  ปรนไร่  หลังจากนั้นก็ขุดร่องเป็นแปลงปลูก

 

2. การเตรียมพันธุ์   พันธุ์ยากลายที่ใช้ปลูกกันในทุกๆปี นั้นชาวบ้านเก็บเมล็ดพันธุ์ยาไว้จากการปลูกในปีก่อน  สำหรับในการปลูกในปีถัดไป  จะไม่มีการไปเอาพันธุ์จากในท้องที่อื่นๆ การเก็บเมล็ดพันธุ์ยานั้น  ชาวบ้านจะปล่อยให้ต้นยาที่เก็บใบหมดแล้วออกดอกและฝัก  เมื่อฝักแก่เต็มที่แล้วก็จะตัดมาทั้งลำต้นมาผึ่งไว้ที่แห้ง  เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ปลูก  เริ่มด้วยการเอาเมล็ดพันธุ์ยาที่เตรียมไว้ห่อผ้าแช่น้ำ 1-2 คืน แล้วนำไปเพาะในกระบะดินหรือดินปนทรายที่เตรียมไว้ คอยรดน้ำให้ดินเปียกชุ่มอยู่เสมอ  ประมาณ 1 เดือน  ก็จะได้ต้นกล้ายาสูบมีใบราว 2-3 ใบ  จึงย้ายต้นกล้าไปแยกเพาะชำไว้อีก  การย้ายต้นกล้าไปเพาะใบนี้เรียกว่า  ฉุนลูกยาในการย้ายไปปลูก  อาจปลูกชำในกระเปาะเล็กๆ หรือปลูกในร่องฉุน  ถ้าปลูกในร่องฉุนจะปลูกห่างประมาณ  5-6 นิ้วต่อต้น  ระยะแรกๆ  จะต้องรดน้ำทุกวันและทำหลังคาบังแดดให้ด้วย  ซึ่งจะใช้ทางมะพร้าวกันเป็นส่วนใหญ่  หรืออาจจะมีใบไม้อื่นบ้าง เช่น ระกำ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้วก็เอาหลังคาออก  ต้นกล้านี้เมื่อมีใบราว 4-5 ใบ  หรือมีความสูงประมาณ  6-8 นิ้ว  ก็นำไปปลูกได้

 

3. การปลูก  ฤดูการปลูกยากลายนั้น  ชาวบ้านจะเริ่มลงมือปลูกในเดือนพฤษภาคม  หรือที่เรียกกันว่าเดือน 6 เพราะช่วงนี้จะมีฝนตกอันเนื่องมาจากลมมรสุมตะวันตกฉียงใต้  ซึ่งเรียกกันว่า ฝนพลัด”  การปลูกระยะห่างระหว่างต้น  ประมาณ 70-75 เซนติเมตร  ก่อนขุดหลุมจะมีการขึงเชือกกะระยะห่างให้เรียบร้อย  เมื่อปลูกแล้วก็จะดูเป็นแถวสวยงามและง่ายแก่การบำรุงรักษาและการเก็บผลผลิต  ก่อนปลูกจะมีการใส่ปุ๋ยรองหลุมเดิมจะนิยมใช้มูลค้างคาว  แต่ปัจจุบันจะใช้ปุ๋ยเคมี  12-12-17-2  ใช้ประมาณหลุมละ  1  ช้อนโต๊ะ  คลุกเคล้ากับดินให้ทั่วแล้วปลูกต้นยาลงไป  ต้องพยายามให้ลำต้นตั้งตรง  เสร็จแล้วถมดินให้แน่น  เด็ดใบล่างทิ้งประมาณ 1-2 ใบ  มักจะปลูกเวลาเย็น  เชื่อกันว่าต้นยาจะตั้งตัวได้เร็ว (เข็งแรง) หากไม่มีฝนหลังจากปลูกแล้วต้องทำเพิงกำบังแดด  และรดน้ำอยู่ 7-10  วัน  เมื่อต้นยาแข็งแรงดีแล้วก็เอที่กำบังแดดออก

4. การบำรุงรักษา  หลังจากปลูกเสร็จแล้วก็ต้องหมั่นกำจัดวัชพืช  เพื่อไม่ให้แย่งอาหารต้นยาสูบและค่อยกำจัดตัวหนอนซึ่งจะกัดกินใบและยอด  เมื่อต้นยาสูบมีความสูงประมา  1  ศอก  หรือชาวบ้านจะกะประมาณจากจำนวนใบ  คือมีประมาณ 7-8 ใบ  เป็นระยะที่ต้นกำลังเจริญเติบโตก็ต้องใสปุ๋ยให้อีกครั้งหนึ่ง  โดยการโรยปุ๋ยรอบโคนต้นยาไว้ให้สูง  ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า  พูนยาวิธีการนี้เป็นการปิดปุ๋ยไม่ให้น้ำชะไปที่อื่น  และเป็นการป้องกันไม่ให้ต้นยาล้มได้ง่ายเมื่อถูกลมพัด  เมือต้นยามีใบประมาณ  18-20  ใบ  ชาวบ้านก็จะเด็ดยอดทิ้งเสีย  เพื่อลดความเจริญเติบโตทางด้านความสูง  แต่ให้มาเจริญที่ใบ ใบจะได้รับอาหารมากขึ้น  โตและหนาขึ้น   ในช่วงนี้ต้องคอยหมั่นหักแหนะ แขนง”  ของต้นยาสูบที่งอกจากลำต้นที่โคนใบให้หมด  เพื่อมิให้แยงอาหารจากส่วนที่อื่นๆ เมื่อเห็นว่าใบยาสูบมีสีเขียวแก่และปลายใบสุดมีสีดำก็แสดงว่าใบยาสูบเริ่มแก่เก็บได้แล้ว  ซึ่งเวลาทั้งหมดในการทำไร่ยาสูบนี้ประมาณ  6  เดือน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตยาเส้นมี  ดังนี้                     

1. อุปกรณ์การหั่นยา ภาษาถิ่นใต้ “เขอฝานยา”   

2. ม้ารองนั้ง   

3. มีด  4. หินลับมีด 

5. แผงยา 

6.เสื่อ 

7. ราวตากยา  การผลิตยาเส้น “ยากลาย” 

เป็นยาเส้นที่มีชื่อเสียงที่  เป็นที่รู้จักกันดีในแง่คุณภาพของเส้นยา  กล่าวกันว่าเส้นจะเล็กนิ่มไม่หยาบแข็งสีคล้ำ  มีน้ำมันดิน  ไม่แห้งหยาบกระด้าง  และที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดก็ในด้านรสชาติ  เป็นยาเส้นที่มีรสฉุน  มีความเมาจัด  ซึ่งสิ่งเหล่นนี้เป็นสิ่งที่ชาวไร่ภูมิใจมาก  ชาวไร่ยากลายเล่าว่า  นอกจากคุณภาพของดินและลักษณะอากาศที่เหมาะสมกับยาสูบชนิดนี้แล้ว  เขาเชื่อว่าเทคนิคและวิธีการต่างๆ ของระยะเวลาการเก็บ  การบ่มใบยา  การหั่นตลอดจนการเก็บรักษายาเส้น  เป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยให้ยากลายมีคุณลักษณะเหล่านี้  กลวิธีการผลิตยากลาย  เริ่มตั้งแต่การเก็บใบยาสูบ   เมื่อชาวไร่รู้ว่าถึงเวลาจะเก็บได้แล้ว  เขาจะแบ่งใบยาออกเป็น 3 พวก คือ ตีนยา  ได้แก่  ใบยาสูบที่อยู่สวนล่างของลำต้น  คือส่วนโคนต้นนับจากพื้นดินมา  5-6 ใบ  ตีนยาจะมีคุณภาพต่ำ  ไม่ฉุนจัดเหมือนใบส่วนอื่นๆ    กลางยา  ได้แก่ใบยาสูบที่ถัดจากตีนยาขึ้นมานับตั้งแต่ใบที่ 7  ถึงใบที่  11  หรือ 12  กลางยามีจำนวนราว 5-6 ใบ  กลางยามีคุณภาพดีกว่าและราคาสูงกว่า  ตีนยา  ยอดยา  คือส่วนที่เหลือทั้งหมดมีประมาณ  5-10  ใบ  จัดเป็นใบยาที่ดีที่สุด  รสฉุนจัดที่สุด  และราคาแพงมากที่สุด  เรียกว่า  ยายอดปัจจุบันชาวสวนยาทั่วไปมักแบ่งใบยาออกเพียง  2  พวกคือตีนยากับยอดยาเท่านั้น   ส่วนกลางยาจะรวมกับส่วนยอด  เพราะจะได้ปริมาณมาก  แต่ชาวไร่ยากลายจะแบ่งตามแบบเดิม  เพราะกลัวว่าจะทำให้คุณภาพยาเส้นต่ำลง  การเก็บรักษาใบยาสูบนั้นจะเริ่มเก็บใบยาจากตีนยาก่อนแล้วนำมาบ่มไว้โดยวางใบยาพาดทับซ้อนกันโดยให้ส่วนของปลายใบแต่ละใบยื่นโผล่ออกมาประมาณ 1 ใน 5  ของความยาวใบ  การเก็บยาในวันหนึ่งก็บ่มไว้กองหนึ่งไม่ปะปนกันที่ที่ใช้บ่มยานั้นควนมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก  ส่วนใหญ่จะบ่มที่ขนำ  บ่มไว้ 4-5 คืน  ก็พร้อมที่จะนำไปขวานได้  ตอนนี้ใบยาจะมีลักษณะสีค่อนข้างเหลือง  นำมาดึงเอาก้านใบออกเรียกว่า รูดยาวางเป็นกองๆ กองละประมาณ  100 ใบ  แล้วม้วนให้แน่นเป็นมัดๆ แต่ต้องไม่โตกว่าช่องวงกลมของขื่อขวานยา  แล้วมัดด้วยเชือกกล้วยหรือตอกคล้า  ไว้เป็นมัดๆ ซึ่งนิยมทำกันในตอนเย็นหรือตอนกลางคืนรุ่งเช้าจึงลงมือฝาน  การฝานยาเป็นงานที่ค่อนข้างยากและเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะบุคคล  วิธีการฝานจะเอาม้วนใบยาวางในรางของขื่อฝานยา  จับด้วยมือซ้าย  ใช้มือขวาจับมีด  มือซ้าย ดันม้วนใบยาออกมาเบาๆ ทีละนิด  จับมีดโดยให้คมมีดชิดกับหน้าขื่อ  สันมีดผายออกเล็กน้อย  แล้วยกมีดฝานเป็นจังหวะเล็กน้อย  เส้นยาจะได้มีเส้นละเอียดเล็กเท่ากันทุกเส้น  เป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญของแต่ละคน  และที่สำคัญมีดฝานยาจะต้องลับให้คมอยู่เสมอ  ปกติแล้วงานฝานยา  ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ผู้หญิงจะมีหน้าที่ตากยา  คือเอาเส้นยาที่ฝานได้แล้ว มาวางเรียงบนแผงยา  ไปตามความยาวของแผง  ไม่ให้ยาหนาหรือบางเกินไปเพราะหากหนาจะทำให้แห้งช้า  แต่ถ้าบางนักจะทำให้ยาพับได้เล็ก  ยาเส้นแต่ละแผงจะแบ่งได้ 2 พับ  ซึ่งเวลาตากยาก็จะต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน  เมื่อตากเส้นแล้วก็จะต้องนำไปผึ่งแดด วันที่มีแสงแดดจ้าทั้งวันผึ่งแดดวันเดียวก็ใช้ได้  โดยจะต้องมีการ แปรคือพลิกเอาด้านล่างขึ้นบนซึ่งจะทำกันในตอนเที่ยงแล้วตากน้ำค้างต่ออีก 1 คืน การตากน้ำค้างนั้นก็เพื่อให้เส้นยาที่แห้งเกรียมอ่อนตัวลงสะดวกในการจับพับเป็นพับๆ  แล้วการเก็บยาเส้นให้มีคุณภาพดีอยู่ได้นานชาวไร่ยากลายเล่าว่าจะต้องเก็บไว้ในที่มิดชิดไม่ให้ถูกลมถูกน้ำ  สมัยก่อนจะเก็บไว้ในโอ่งปากเล็ก กระบอกไม้ไผ่ วิธีเหล่านี้เขาเก็บรักษาไว้เพื่อบริโภคเอง   ปัจจุบันยากลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวตำบลกลาย  เป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้แก่อำเภอท่าศาลามาก  จะมีพ่อค้าต่างจังหวัดมาซื้อยากลายต่อจากพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง  ส่วนมากจะเป็นพ่อค้าจากจังหวัดยะลา  ปัตตานี  นราธิวาส  ซึ่งจะขายกันในราคาสูงพอสมควร

 

 

            ประชาชนทั่วไป มักจะพบเห็นวิถีชีวิตของชุมชน ที่มีการปลูกยาเส้น  บางครอบครัวปลูกก่อนลงต้นสวนยางพารา   บางครอบครัวทำการปลูกยาเส้นอย่างเดียว  แต่ก็มีสัดส่วนน้อยกว่าการทำสวนผลไม้ ที่ได้ราคาดีกว่า     เสน่ห์ของการทำยากลาย อยู่ที่การหั่นใบยาให้เป็นฝอยๆ  เป็นเส้นที่สม่ำเสมอ ต้องรู้จักใช้อุปกรณ์ในการหั่น    และความชำนาญในการทำ   เด็กและเยาวชนควรที่จะเรียนรู้ และน่าจะพัฒนานำนวัตกรรมมาช่วยในการผลิตยามากยิ่งขึ้น  และปัจจุบัน ยังมีจำนวนครอบครัวที่ยังคงสืบสานการปลูกยากลาย จำนวนไม่มากมัก  แต่ก็ยังมีหลายครอบครัวที่ดำเนินการเรื่องนี้  บริเวณสองฝั่งแม่น้ำกลาย   ยังคงสภาพอยู่  และในตัวอำเภอท่าศาลา  มีโรงงานบ่มยา และรับซื้อยาที่ส่งอออกไปขายในจังหวัด และต่างจังหวัด   บริเวณโรงงานที่รับซื้อ  ยังคงเหลือ 1  โรง  เราเยาวชนรุ่นหลังควรจะต้องเรียนรู้วิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่  บ้านเกิดของตนเองให้ได้อย่างท่องแท้  และอย่างเข้าใจในการสืบสาน และพัฒนาสืบสาน  ต่อยอดผลผลิตให้มีความเป็นทันสมัยต่อไป

Skip to content