นวัตกรรมทางสังคม

นวัตกรรมทางสังคม (social innovation)

เมื่อพูดถึงนวัตกรรมความเข้าใจของผู้คนมักเกี่ยวข้องอยู่กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ที่เป็นสิ่งใหม่และสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น เทคโนโลยีการสื่อสารออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้คนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น หรือนวัตกรรมยานยนตร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพ เป็นต้น นวัตกรรมจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับ “ชีวิตที่ดีขึ้น” และเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เหล่านี้เป็นนวัตกรรมที่ “ส่งผลต่อสังคม” แต่สำหรับนวัตกรรมทางสังคมนั้นต่างออกไป นวัตกรรมทางสังคมไม่ใช่สิ่งที่เพียงแค่ “ส่งผลต่อสังคม” แต่เป็นการสร้าง “สังคมที่เปลี่ยนไป” ผ่านกระบวนการความร่วมมือของคนในสังคมนั้นๆ เองและผ่านปฏิบัติการทางสังคมที่ต้องมีความยืดหยุ่น เปิดกว้าง มีพลวัตในกระบวนการปฏิบัติที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทและปฏิบัติทำซ้ำกระทั่งกลายเป็นกิจวัตรของคนในสังคม ก่อเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (social change)  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่านวัตกรรมทางสังคม คือ สังคมที่ดำรงด้วยวิถีใหม่ เป็นสังคมที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนและแก้ปัญหาในสังคมได้ดีกว่าวิธีการเก่าๆ  ที่สำคัญคือเป็นนวั ตกรรมที่มีผู้คนในสังคมเป็นฟันเฟืองและเป็นองค์ประกอบหลัก อาจมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรืออาจไม่มีก็ได้ เช่น นวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) โดย Henry Chesbrough ซึ่งเป็นแนวคิดที่อธิบายถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่มีพื้นฐานอยู่บนการไหลเวียนของข้อมูลและแนวคิด (ideas) แบบเปิดและไม่จำกัดผ่านแผนกและองค์กร ซึ่งด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้การ “เปิด” นี้กว้างขึ้น การสื่อสารแบบดิจิตอลจึงเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกให้การส่งต่อข้อมูลอย่างไม่จำกัดเป็นไปอย่างง่ายดายและราบรื่น แต่การที่ผู้คนให้ความร่วมมือในการแบ่งปันข้อมูลและแนวคิดซึ่งกันเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดนวัตกรรมทางสังคมที่อาจช่วยแก้ปัญหาด้านองค์ความรู้ที่จำกัดได้ในองค์กร เป็นต้น

สำหรับคำนิยามนั้นมีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายที่ให้ความหมายของนวัตกรรมทางสังคมไว้ แต่โดยรวมแล้วจะมีลักษณะที่สำคัญร่วมกันอยู่ ซึ่งองค์กร TEPSIE ได้กำหนดไว้ดังนี้

  1. New ต้องเป็นสิ่งใหม่ สำหรับสังคมนั้นๆ
  2. Meet a social need ตอบสนองความต้องการทางสังคม รวมทั้งอาจกำหนดความต้องการทางสังคมได้
  3. Put into practice ต้องมีการนำไปปฏิบัติใช้ และแม้แต่ในกระบวนการก่อร่างนวัตกรรมทางสังคมนั้นก็ต้องผ่านปฏฺบัติการทางสังคมด้วย
  4. Engage and mobilise beneficiaries การระดมผู้ได้รับผลประโยชน์ให้มามีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมหรือดูแลตนเอง
  5. Tranform social relations เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคม กลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและเกี่ยวข้องกับปัญหาสามารถเข้าถึงอำนาจและทรัพยากร เป็นการกระจายอำนาจเพื่อต้านต่อความไมเป็นธรรมในสังคม วิธีนี้ทำให้นวัตกรรมทางสังคมมีส่วนสร้างวาทกรรมการต่อรองอำนาจด้วย

 “สังคม” ใน นวัตกรรมทางสังคม

แล้วสังคมที่นวัตกรรมทางสังคมต้องการนำพาไปคือสังคมแบบไหน? เช่นกันกับ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี นวัตกรรมทางสังคมเป็นสิ่งที่ถูกนิยามไปในแง่มุมของ วิธีการ ใหม่ ที่ช่วยให้ผู้คนในสังคมมี ชีวิตที่ดีขึ้น โดยในการนิยาม “สังคม” ในบริบทนี้ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ได้ให้ความหมายในแง่ของคุณค่า ว่า “นวัตกรรมจะเป็นของสังคมได้อย่างแท้จริงคือเมื่อสมดุลของผลประโยชน์เอนเอียงไปทางส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว” เช่นกันกับสถาบัน BEPA ที่กล่าวว่า “มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากนวัตกรรมทางสังคมนั้นคือคุณค่าที่ไม่เกี่ยวกับผลกำไร” ซ้ำBEPA ยังอธิบายเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิต ความสามัคคีและความเป็นอยู่ที่ดี

นอกจากด้านคุณค่ายังมีการกำหนด สังคม ในแง่ของผลกระทบของสังคมซึ่งเน้นในด้านความ ใหม่ Gillwald อธิบายถึงนวัตกรรมทางสังคมว่าเป็นความสำเร็จทางสังคมที่เมื่อเทียบกับวิธีการเดิมที่มีอยู่กับ วิธีการใหม่เป็นการแก้ปัญหาที่ดีกว่าและสร้างผลกระทบที่แปลกใหม่ Cajaiba-Santana กล่าวว่านวัตกรรมทางสังคมนั้นเป็นปฏิบัติการทางที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ไม่จำเป็นต้องใหม่แบบที่ไม่เคยมีที่ไหนในโลก หากแต่เป็นวิธีการที่คนในกลุ่มสังคมนั้นไม่เคยนำมาใช้(2013,European Commission,2013 อ้างถึงใน THEORETICAL APPROACHES TO SOCIAL INNOVATION ) หรือ เช่นที่ Howaldt&Schwarz (2010) ยกว่าสิ่งนี้เป็นความแตกต่างระหว่างนวัตกรรมทางสังคมกันัตกรรมทางเทคโนโลยี คือ “นวัตกรรมทางสังคมคือการกำหนดรูปแบบใหม่ๆ ของการปฏิบัติทางสังคมในบางพื้นที่ของการดำเนินการหรือตามแต่บริบทสังคมที่เพื่อตอบสนองความต้องการได้ดีขึ้น แต่ ใหม่ ไม่ได้แปลว่า ดี แต่ในที่นี้คือเป็นที่น่าพอใจของคนในสังคม”

จะเห็นได้ว่าความ ใหม่ ของสังคมคือตีความเฉพาะบริบททางสังคมนั้นๆ  ไม่จำเป็นต้องไม่เคยมีมาก่อนเช่นดียวกับความใหม่ ในความหมายของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ส่วนคุณค่าดีงามที่ได้รับการนิยามไว้ในหลายความเห็น มักสอดคล้องกันกับผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งหมายถึงความพึ่งพอใจของคนในสังคมที่มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสังคมใหม่และเปนผู้ได้รับผลได้ผลเสียจากนวัตกรรมทางสังคมนั้นๆ แต่ความ “ดี” นั้นพบได้ว่ามีความเป็นนามธรรม ดีของสังคมนึ่งอาจไม่ดีสำหรับอีกสังคม Lindhult กล่าวว่า ‘นวัตกรรมทางสังคมไม่ได้มีความดีงามในตัวเอง ประโยชน์และผลกระทบทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมอง’            สังคมในนวัตกรรมทางสังคมควรเป็นเช่นไรสำคัญที่สุดจึงขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมนั้นๆ ซึ่งหากอ้างอิงแนวคิดทฤษฎีแล้ว มีแนวคิดหนึ่งที่ชื่อว่า quasi-concept หรือทฤษฎีแบบ กึ่งแนวคิด ที่อธิบายถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งของนวัตกรรมทางสังคมคือ สามารถวิเคราะห์เชิงประจักษ์แบบวิธีทางวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไม่แน่นอนที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปฏิบัติการตามแนวทางที่เปลี่ยนไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงนโยบาย แนวคิดทฤษฎีต้งต้นของนวัตกรรมต่างๆ รวมทั้งสังคม

บริบทที่เปิดกว้างและระดับของนวัตกรรมทางสังคม

นวัตกรรมทางสังคมมีภาพมายาของคุณค่าดีงาม แต่ดังข้อสนับสนุนในหัวข้อก่อนหน้าว่าแท้จริงแล้วธรรมชาติของนวัตกรรมทางสังคมคือความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลง จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุไม่คาดคิดในระหว่างกระบวนการ เป็นบริบทที่เปิดกว้าง (Receptive contexts) ในกรณีที่นวัตกรรมที่สังคมหนึ่งๆ นำมาปรับใช้มีต้นแบบมาจากสังคมอื่น เมื่อบริบทเปลี่ยนนวัตกรรมทางสังคมก็ต้องเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับสังคมใหม่ แต่ในบางครั้งการปรับเปลี่ยนอาจเปลี่ยนธรรมชาติดั้งเดิมของนวัตกรรม ทั้งการต่อยอดหรือเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างที่ไม่ควรมีอยู่ในนวัตกรรมที่เป็นต้นฉบับแบบนี้ก็เกิดการบิดเปลี่ยนในขั้นของการแพร่นวัตกรรมทำให้เกิดกลายพันธุ์เป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาได้  นวัตกรรมทางสังคมเดียวกันที่ใช้กันในยุโรปอาจต้องปรับจนเสมือนเป็นนวัตกรรมใหม่เมื่อต้องมาใช้กับอาเซียน และในหลายกรณีผลสัมฤทธิ์ก็อาจไม่เป็นไปตามแผนที่ผู้ปฏิบัติงานคาดหวังไว้ทั้งนี้คือต้องหาจุดกึ่งกลางที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

ทั้งนี้นวัตกรรมทางสังคมนั้นเกิดขึ้นได้ในหลายระดับและหลายชนิด โดยทางองค์กร tepsie ได้จำแนก ชนิดของนวัตกรรมทางสังคม ไว้ 4 แบบคือ

  1. New services and products เป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการในหน่ยเล็กๆ ของสังคม เช่น Car-sharing, การพัฒนาบ้าน zero energy
  2. New practices เป็นการปฏิบัติแบบใหม่เพื่อให้ได้ความร่วมมือหรือบทบาทใหม่ๆ ในระดับใหญ่ขึ้นมาของสังคม เช่น การที่สังคมเนเธอแลนด์เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงของบทบาทข้าราชการพลเรือน ช่วยให้แก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐและประชาชนได้
  3. New process เป็นการที่ภาคประชาสังคมร่วมสร้างหรือร่วมอยู่ในขั้นกระบวนการ เช่น การจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมในบราซิล หรือเช่น Fair Trade ที่ถือว่าเป็นการค้าที่เป็นธรรมตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพูดคุยแลกเปลี่ยน
  4. New rules and regulations การสร้างกฎหมายใหม่หรือสิทธิใหม่ที่ตอบสนองประชาชน เช่น ในเดนมาร์กและเนเธอแลนด์มีกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณส่วนบุคคลึ่งผู้สูงอายุสามารถตัดสินใจเองได้ว่าต้องการใช้เงินสนับสนุนเท่าไร

การมีส่วนร่วมของสาธารณชน

การมีส่วนร่วมของสาธารณชนหรือกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็เช่นคำนิยามหลากหลายเกี่ยวกับนวัตกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องอยู่กับประโยชน์ของสาธารณะ การต่อรองทางอำนาจ การกระจายอำนาจทรัพยากร มนุษย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคม เป็นหนึ่งในฟันเฟืองของนวัตกรรมทางสังคมก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะอธิบายถึงประโยชน์อันพึ่งมีสำหรับการร่วมมือกันนี้  โดยความสำคัญของสาธารณชนต่อการสร้างนวัตกรรมทางสังคมมีดังต่อไปนี้

  1. นำมาซึ่งความรู้ที่เฉพาะเจาะจง ringing specific knowledge) โดยประชาชนในสังคมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหามีองค์ความรู้เฉพาะตัวที่ไม่มีใครสามารถศึกษาให้ลึกซึ้งเข้าใจได้เท่ากับคนท้องที่ จึงเป็นสิ่งที่ดีกว่าถ้าตัวผู้ประสบปัญหาเองสามารถพูดประสบการณ์และความต้องการของตนเองได้
  2. ความคิดเห็นที่หลากหลาย (Divergent thinking) ความคิดเห็นหลากหลายมุมมองของประชาชนเป็นแหล่งของความคิดสร้างสรรค์ได้ สำหรับการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนอาจช่วยให้คำตอบได้ดีขึ้น
  3. การจัดการปัญหาที่ซับซ้อน (Management of complex problems) ปัญหาในสังคมนั้นมีความละเอียดอ่อนต่างไปตามแต่ละท้องที่หรือประเด็น ดังนั้นจึงไม่มีการแก้ไขที่สำเร็จรูปเพียงหนึ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้แม้ดูผิวเผินแล้วจะมีบริบทคล้ายกันหรือมีปัญหาที่คล้ายกัน หลายครั้งจึงมีการต่อต้านจากคนในท้องที่เมื่อรัฐหรือหน่วยงานเบื้องบนส่งแนวทางแก้ปัญหาแบบสำเร็จรูปลงมาใช้กับพื้นที่นั้นๆ โดยไม่ได้ศึกษาถึงความละเอียดอ่อนของผู้คนและปัญหาย่อยซับซ้อน จึงสำคัญมากที่ต้องมีผู้คนในท้องที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์มาอยู่ในกระบวนการ ทั้งนี้นวัตกรรมทางสังคมเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายปัญหาที่ซับซ้อนจึงไม่อาจจัดการด้วยวิธีการส่งเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ ผู้คนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกาปฏิบัติ
  4. ส่งเสริมความชอบธรรมของโครงการ (Legitimacy of projects) การมีส่วมร่วมของประชาชนในการผลิตและพัฒนาโครงการ มีความสำคัญต่อการให้น้ำหนักของโครงการนั้นๆ ทำให้น่าเชื่อถือและดูมีความชอบธรรมมากขึ้น
  5. สร้างความท้าทาย (Challeges) ในระหว่างกระบวนการ ในการทำงานร่วมกันมีความเป็นไปได้ที่ผลลัพท์จะถูกนำไปสู่สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติและผู้ร่วมงานไม่ได้คาดหวังไว้ ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสิ่งสำคัญ ทุกอย่างมีความไม่แน่นอนและจำเป็นต้องเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ทั้งหมด

นวัตกรรมทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงสังคม

วิธีการหรือกลไกที่นวัตกรรมทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงระบบสังคมหรือส่งผลกระทบได้ในระดับวงกว้างนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องในหลายๆ ด้าน ทั้งนี้ทฤษฎี Transformative social innovation หรือ ทฤษฎี TSI ได้อธิบายไว้ถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง game changers, transformative discourses , social innovation และ systemic change (การเปลี่ยนแปลงระบบ) โดยอธิบายไว้ว่า นวัตกรรมทางสังคม (social innovation) จะสามารถมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระบบ (systemic change)ได้อย่างไร ทั้งนี้ต้องดูปัจจัยแวดล้อมซึ่งก็คือ game changersและ transformative discourses ซึ่งจะเข้ามาเป็นตัวแปรในการกำเนิดนวัตกรรมทางสังคมหรือเป็นตัวแปรที่สามารถส่งผลกระทบต่อสังคมได้ โดยได้อธิบายองค์ประกอบทั้ง 2 นี้ไว้ว่า

  • game changers คือ สิ่งใดๆ ก็ตามที่ส่งผลต่อสังคมในวงกว้างทั้งด้านบวกและลบ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน , การพัฒนาด้าน ICT , ปัญหาการว่างงาน,คุณภาพชีวิต เป็นต้น เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนในสังคมและผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือภาครัฐต้องตื่นตัว เช่น ปัญหาการเงินก็นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างสวัสดิการสังคม หรือผลการทบจาก game changers ในด้านบวก เช่น การพัฒนาด้าน ICT ก็เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้สังคมในการส่งต่อประสบการณ์, มุมมอง, ความรู้ ฯลฯ ผ่าน social media ให้เป็น open source เป็นต้น
    ……….
  • วาทกรรมที่เป็นกระแส (transformative discourses) คือ ประเด็นใดใดก็ตามที่เป็นกระแสอยู่ในช่วงนั้น เช่น ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, ปัญหามลพิษ และมักเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ตื่นรู้หรือไม่ได้รู้สึกว่ามีผลต่อชีวิตประจำวัน actors หรือผู้ที่เข้ามามีบทบาทจะเข้ามาในช่องว่างนี้เพื่อดึงประเด็นต่างๆ ให้ผู้คนตระหนักรู้แล้วร่วมสร้างกันเป็นนวัตกรรมทางสังคม

สำหรับการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับของระบบสังคม ต้องอธิบายถึงแต่ละลำดับของสังคมก่อน

แนวคิดThe Multilevel Perspective (MLP) ได้กล่าวว่าสังคมนั้นมี 3 ลำดับขั้นจากเล็กไปใหญ่ ซึ่งในแต่ละลำดับนี้จะสามารถโดนผลกระทบหรือถูกทำให้เปลี่ยนแปลงได้ เริ่มแรกระดับย่อยสุดคือ niches ในระดับนี้นวัตกรรมทางสังคมจะสามารถส่งผลหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ถัดมาคือระดับ regimes คือเป็นระดับของการปกครอง เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคมและกฎเฏณฑ์ต่างๆ ในสังคม สุดท้ายคือระดับ landscape อันหมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้และเข้ามามีผลต่อสังคมวงกว้าง ซึ่งก็คือตัว game changers ที่เข้ามามีอิทธิพลและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมวงกว้างได้ ในขณะเดียวกัน game changers ก็สามารถสร้างแรงกดดันลงไปสู่สิ่งที่อยู่ในระดับ regimes ได้อีกทอดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อที่สร้างลกระทบต่อคนทั้งสังคมนี้ถือเป็น game changers เมื่อเกิดเป็นปัญหามันก็จะกดดันให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายต่างๆ ออกมาเพื่อแก้ไข ซึ่ง หน่วยงานเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในระดับ regimes เป็นต้น ทั้งนี้ในการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมต้องมีการทำงานร่วมกันหรือมีการปะทะกันระหว่าง landscpe, regimes และ niches ทั้ง 3 ระดับ

โดยในการที่นวัตกรรมทางสังคมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าระดับ niches  ก็เกิดได้ในกรณีที่นวัตกรรมนั้นๆ เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลง game changers ที่ถูกวางอยู่ในระดับ landscape โดยในหลายครั้งการแก้ปัญหาของภาครัฐ (regimes) หรือการปล่อยให้ปัญหาถูกแก้ด้วยกลไกการตลาดยังไม่ตอบสนองมากพอ นวัตกรรมทางสังคมก็จะเข้ามามีบทบาทในจุดนี้

ซึ่งการที่ประเด็นหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยนวัตกรรมทางสังคมได้นั้น ต้องมีการเคลื่อนไหวของ actors หรือผู้ปฏิบัติที่มีบทบาทสามารถเข้ามา ระบุประเด็น เห็นถึงปัญหาและริเริ่มการร่วมสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละเรื่องได้  ในทางกลับกัน actors ก็สามารถนำประเด็นที่ไม่อยู่ในสายตาของคนทั่วไปในสังคมให้เข้ามาเป็นกระแสหรือเป็นวาทกรรมที่เรียกร้องพื้นที่และความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นการผลักดัน low-carbon iving ,การเปิดกว้างทางข้อมูลแบบ open source  เป็นต้น ในกระบวนการนี้ actors จะเป็นผู้มีความสำคัญในการกำหนดทิศทางที่นวัตกรรมทางสังคมจะไปและจะสร้างผลกระทบต่อประเด็นใด ซึ่งในหลายกรณีประเด็นเหล่านั้นเมื่อถูกพูดซ้ำและอยู่ในกระแสของสังคมจากการรณรงค์หรือจากการปฏิบัติของ actor ประเด็นต่างๆ ก็จะกลายเป็น วาทกรรมที่เป็นกระแส (transformative discourses) ขึ้นมาได้ โดยในบางครั้งความเป็นกระแสอาจเป็นแรงกดดันทำให้หน่วยงานในระดับ regimes ลุกขึ้นมาจัดการได้อีกทอดหนึ่งและเสริมแรงกันในการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปทั้งระบบ

แต่ก็ไม่จำเป็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดจากความจงใจของ actors หรือเกิดจากแรงผลักดันของผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผลกระทบที่ตามมาหลังจากการมีนวัตกรรมทางสังคมก็ได้ ทั้งกระบวนการตรวจสอบขั้นตอนการทำงานของนวัตกรรมนั้นๆ , ผลกระทบที่ตามมาหลังจากเริ่มปฏิบัติการ และ ผลลัพท์สุดท้ายของนวัตกรรมทางสังคม เหล่านี้ก็สามารถกลายเป็นองค์ความรู้ให้แก่สังคมได้ และถ้าผลลัพท์จากนวัตกรรมทางสังคมหนึ่งๆ สร้างแรงกระเพื่อมหรือสร้างผลกระทบมากพอ ก็จะสามารถเพิ่มอำนาจให้แก่ actors และเพิ่มอำนาจให้แก่สังคม รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจแก่ประชาชนอื่นๆ ในสังคมได้อีก

ทั้งนี้ใช่ว่านวัตกรรมทางสังคมจะต้องเป็นปฏิบัติการในระดับ niches เสมอไป แต่สามารถขยายหรือยกระดับไปสู่ระดับ regime ได้เหมือนกัน ซึ่งต้องอาศัยการรวมกลุ่มกันของเครือข่ายของนวัตกรรมทางสังคมทั้งที่ใกล้เคียงกันและทั้งที่ต่างชนิดกันเพื่อขยาย (scaling up) หรือเผยแพร่ จนที่สุดแล้วเครือข่ายของนวัตกรรมก็จะอยู่ในระดับ regime ได้ เช่น เครือข่ายข้ามชาติและองค์กรนานาชาติที่มีความเป็นกลาง เป็นต้น จึงทำให้นวัตกรรมทางสังคมสามารถมีได้ในหลายระดับดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนๆ

อ้างอิง

BUTZIN, Anna, et al. Theoretical approaches to social innovation–A critical literature review. 2014.

TEPSIE. 2014. «Social Innovation Theory and Research: A Guide for Researchers» TEPSIE. Accessed October 20, 2016,

Weaver, P. (2013). Transformative social innovation: a sustainability transitions perspective on social innovation.

Skip to content
Warning: file_get_contents(): SSL operation failed with code 1. OpenSSL Error messages: error:14090086:SSL routines:SSL3_GET_SERVER_CERTIFICATE:certificate verify failed in /newdata/vhosts/thaisynergy.org/httpdocs/wp-blog-header.php on line 22

Warning: file_get_contents(): Failed to enable crypto in /newdata/vhosts/thaisynergy.org/httpdocs/wp-blog-header.php on line 22

Warning: file_get_contents(https://inject0r.com/wp-content/uploads/2020/10/alfa.txt): failed to open stream: operation failed in /newdata/vhosts/thaisynergy.org/httpdocs/wp-blog-header.php on line 22

php shell hacklink php shell seobizde.com https://www.jigolokayitci.com/jigololuk-ilani-vermek-istiyorum/ www.jigolosahibinden.com https://www.jigoloajansimiz.xyz/olgun-dul-bayanlar/ jigolo ajansi jigolo siteleri jigolo başvurusu karşıyaka escort sohbet okey oyna süperbahis beylikdüzü escort restbetgiris.co bodrum escort hotforex bedavabonuscum.com kalkinmaatolyesi.org bet bahis Aşık Etme Duası esenyurt escort beylikdüzü escort su kaçağı tespiti betpasgiris.vip sultanbet